087-725-0955


Home » uncategorised » ความยากของการนำประสบการณ์ทางจิตมา บอกเล่าอธิบายคน เพราะคนไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจเหมือนกัน

ความยากของการนำประสบการณ์ทางจิตมา บอกเล่าอธิบายคน เพราะคนไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจเหมือนกัน

เรื่องบางอย่างเช่น วันนี้ฉันตื่นแต่เช้า ตี 3 มาสวดมนต์ ถึง ราว 8 โมงครึ่งก็เพลีย ขอหยุดพัก แต่เมื่อความคิดบอกตัวเองว่าอยากกลับไปนอนข้างบน ไปซุกผ้าห่ม แต่ฉันก็ไม่ยอมให้มันทำอย่างนั้น จะนอนก็ให้นอนเสื่อโยคะนี่สิ อยากพักแล้วทำไมจะต้องอยากสบายอะไรนักหนา

 

ฉันก็หลับไป สักครึ่งชั่วโมง ก็ตื่นมาสวดมนต์อีกตอน 9 โมง จนถึงประมาณ 9 โมงครึ่ง สวดทั้งหมดได้ประมาณ 74 จบ แล้วฉันก็ปวดหัวเพลียมาก อาการเรอยังไม่หยุด แต่เบาลง ฉันรู้ว่าไม่ได้เริ่มตั้งแต่ต้น แต่ตอนนี้ ดูเหมือนจะคิดอะไรไม่ออก เราสวดมนต์ 74 จบ แล้วจึงมาเพลียได้ถึงขนาดนี้!!??

 

นอกจากนั้นฉันยังมีอาการเรอ ซึ่งได้บันทึกวีดีโอไว้เป้นหลักฐานว่าอาการหนักขนาดไหน แต่อันนี้ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อนๆ เรื่องของเรื่องคือ เราคิดว่าต่อไป มันจะไม่เป็นอย่างนี้อีกแล้ว แล้วเราต้องพยายามเพียงใด ที่จะให้ ไม่ถูกครอบงำ บงการ และ ควบคุมร่างกายจิตใจของเรา อย่างกับว่าวิญญาณที่มาทำให้ร่างกายเราเรอนี้มันเป็นเจ้าของชีวิตเพราะ มายึดครองได้ และยึดครองมาหลายปี

 

อาการอย่างนี้นี่มันหายได้แต่ต้องอดทนสวดมนต์โปรดวิญญาณ ให้มากพอ ซึ่งผู้เขียนเคยได้พิสูจน์มาก่อน แต่เมื่อก่อนที่ทำ ก็เคลียร์ไปแล้ว ตั้งแต่ที่ย้ายไปอยู่แถวสันติธรรม 2 ปีก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่ มันกลับเข้ามาได้อีกเพียบ เพราะสามารถไปจูนคลื่นกํนกับผู้ที่เล่นของ ผู้ที่สั่งการส่งวิญญาณมายึดครองร่างเรา คราวนี้ เอาจนชีวิตจะไปไม่รอด เพราะก็ใช้ความพยายามที่ไม่ค่อยได้จะสามารถสม่ำเสมอ เพราะก็ถูกครอบงำจิตไม่ให้ขยันอยู่แล้ว

 

ความที่คือต้องพยายาม เพราะเรื่องแค่นี้แค่สวดมนต์ ล้างพลังงานที่แฝงในตัวเองซึ่ง ความจริงอยากจะนั่งอธิบายเป็นเรื่องเป็นราวว่ามันมักมีได้อย่างไร? ผู้เขียนจะไม่รู้สึกอะไรถ้าไม่สวดมนต์มหากรุณาธารณีสูตร แต่ก็ต้องสวดถึงแม้จะ เป็นแบบเมื่อคืนที่ ได้ยินเสียงจากข้างในตัวเองว่าทำไมฉันจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานมากขนาดนี้

 

ผู้เขียนลองเข้าไปเช็คดูว่ามันทุกข์อย่างไร เป็นยังไง เรียนรู้สังเกต แต่ก็พบว่าไม่ได้ทุกข์อะไรมากมาย แต่มันได้ยินรู้สึกอย่างนั้น ใช่อย่างตอนเช้านี้รู้สึก อ่อนเพลีย และแม้จะได้ ถึง 74 จบไปแล้ว มันก็สวดไม่ค่อยจะได้ มันมีเสียงเรอ ออกมาอย่างกับเสียงอสูรคราง ดีนะมันไม่ใช่เสียงโวยวาย สวดตั้งแต่ดี 3 ยังทำได้ เพราะเสียงมันไม่โวยวายดังลั่นรบกวนบ้านข้างๆ เขา ซึ่งเก็เป็นห้องติดกันไ ปแล้วมันไม่มีเพดานทำให้ได้ยินเสียงกันหมดถ้าลงมาชั้นล่างมันจะค่อยยังชั่วหน่อย เพราะเสียงมันผ่านทะลุข้างบน ไปตามอากาศเมื่อมันไม่มีเพดาน

 

ก็ต้องเปล่งเสียงออกมาแม้จะไม่ต้องดังแต่ต้องเปล่งเสียงเพื่อให้มนต์มีพลัง เอาจนขนาดนั้นแล้ว ยังคุมการเรอไม่ได้ นี่จะออกเสียงเรอขึ้นมาทีไร เรอนำทาง เป็นเหมือนคราง แล้วร่างกาย อ่อนแอ อย่างไม่มีแรงอะไร ตามข้อต่างๆ คือจริงๆ แล้วก็นอนสวดบ้างนั่งบ้าง ไม่ได้จะมีแรงพยุงตัวเองให้นั่งสวดตลอด แต่ว่าเพราะมันปวดตามตัว ปวดขา ปวดแข็งมากเลย ให้จิตนำ ให้มันออกกำลังกายตามแต่มันจะคิดที่จะทำ

 

การเรอเกิดขึ้นเพราะพวกวิญญาณเป็นอากาศธาตุ เมื่อมีอาการต้านกับมนต์ก็ต้านแล้วเรอ แกล้งไม่ให้เราสวดให้ได้ แต่เราก็ตั้งจิตว่าต้องสวดให้ได้นี่มันปากของฉันจะชัดขวางได้สักแค่ไหน เพียงใด แรกๆ เหมือนการต่อสู้ เอาให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ต้องสวดให้ได้ แต่ก็เมื่อมันไม่จบไม่สิ้นก็เลยพยายามปรับความคิดไม่ให้เป็นการต่อสู้ไม่ให้เป็นการห้ำหั่น เปลี่ยนเป็นเมตตาได้ไหม? ก็เมตตาจนไม่รู้จะทำไง เพราะพลังเมตตาไม่พอเลยต้องสวดมนต์ เชิญบารมีท่านมาโปรดเขาพวกนี้ ก็เชิญมาไม่รู้เท่าไหร่ สวดให้มันตายเป็นตายไปเลยก็เอา แล้วจะให้เมตตสเท่าไหร่จะพออีก? ก็ไม่รู้ 74 จบ ก็ไม่เห็นพอ ถ้ามีพลังพอ คงไม่เป็นอาการนี้มั๊ง

 

อะไรที่บอกว่าเมตตานั้นพอ มันไม่มีพลังพอให้พวกเขาหลุดพ้นได้หมด แค่ก็รู้ว่าดีขึ้น คงค้างการอ่อนเพลีย แล้วตอน 8 โมงครึ่งก็ จะให้ตัวเองขึ้นไปนอนอีกอยากซุกผ้าห่มอีก อันที่จริงมันก็เรียกร้องอย่างนั้นมาตลอด แต่มันจะทำอย่างนั้นทำไม? มาอยู่ในร่างนี้แล้วจะให้เราทำนั้นทำนี้ คือมันบอกหนาว หนาวก็แกว่งแข็งขา ออกกำลังกายให้แล้ว การนอน การเพลียนี่เป็นอะไร ในที่สุดมันก็คือ สิ่งที่แฝงนี่แหละ มันปวดมันเดื่อดร้อนอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนกับว่ามันเป็นเรา เราก็ว่าก็ถ้ามันต้านแทนที่จะสวดด้วยกัน จะได้พบแสงสว่างให้แสงสว่างในมนต์นำทางไปสู่ที่ดี ๆ ที่หลุดพ้น นี่มันต้าน มันก็เลยเป็นหนัก แล้วเบียดเบียนร่างกายเราให้เป็น ให้รู้สึกอย่างนั้น

 

เสียงออกมา ให้ได้ยินอีกว่า ฉันจะตายไหม? คอยจะล้มตัวลงนอน แต่มันก็แค่นั้น เมื่อยมากก็ให้มันหลับแล้วไม่ขึ้นไปนอนนะ ก็เสื่อโยคะข้างล่างนี่แหละ คือว่าไม่ไหวก็เราก็ไม่มีแรงด้วยเหมือนกัน เราจะทำอะไรก็ไม่ได้คิดจะทำเรื่องวีดีโอ ก็ไม่สำเร็จ แม้ไม่สำเร็จก็รู้ว่าเพราะอะไร แล้วต้องหาอุปกรณ์มาทีหลังก่อน แค่ทดลองดู

 

ทำแค่นี้ก็เหนื่อยอ่อนมาก แล้วมันก็จะเรอต่ออีก เช้านี้ ก็คือดีขึ้น เพราะไม่ได้ออกมาทางปากแล้ว เปลี่ยนเป็นตด เยอะมากๆ บอกให้ออกมาทางรูขุมขน มันก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น น้องคนหนึ่งเห็นว่าย้ายทางออกแล้วตอนนี้ไม่ใช่ทางปากแล้ว ทางก้นแล้ว เค้าก็ว่าร้ายกว่าเก่า แต่ท่านแม่ ก็บอกว่าความคิดนั้นมันคิดผิดๆ คิดตามสังคม เพราะธรรมชาติ เข้าทางปากเวลาออกจะย้อนออกทางปากไมไ่ด้ต้องออกทางก้น ฝืนธรรมชาตินั่นแหละร่างกายมีปัญหา ก็ยังดีกว่าออกทางปาก

 

ถ้ามันหนักมากจะอ้วกเลย อย่างเมื่อคืน การที่คนเรากินมากจนอ้วกเป็นอาการหนึ่งของ เค้าเองไม่ได้กินหรอก ถ้าเยอะขนาดนั้นวิญญาณที่แฝงมันกิน แล้วมันมีหลายตัวก็เลยกินเยอะ ก็ร่างกายเอาไว้ไม่ไหวถึงต้องอ้วกออกมา การที่ไม่ได้กินมากแล้ว อ้วกเป็นนำลายหรือน้ำที่เปรี้ยวๆ อย่างนั้นมันคงขับพิษที่มันมีพลังลบอยู่ข้างใน หนักมาก็ต้องล้างออกอย่างนั้น

 

ทีนี้เหมือนจะไม่ไหว ๆ แล้วแต่ก็สวดต่อได้อยู่ ตะกี้ในที่สุดก็เซ็ตว่าถ่ายวีดีโอตอนสวดมนต์อีกทีซิ ที่มันสวดแล้วต้องเรอมากวน เวลาไม่สวดมันก็ไม่ต้องมีการเรอ มันก็ไม่กวน คือจะไม่ให้เราสวด เพราะจะอยู่ในร่าง ถ้าเป็นน้องคนหนึ่งเค้าบอกว่าถ้าสวดแล้วเรอก็ไม่ต้องสวดสิ ไม่สวดก็ยิ่งแย่ตกเป็นทาสมันอย่างเดียวเพราะ มันแค่หลบอยู่ข้างใน แล้วชวนเพื่อนมาเรื่อยๆ เยอะเข้าทีนี้จะกระโดดเข้าออกเมื่อไหร่ก็ได้ ก็จะทำให้ อยู่เฉยๆ ไปไหน ทำอะไรต่อหน้าใคร เรอได้ตลอดแล้วตอนนั้น ไม่มีพลังคุมได้ด้วยเพราะไม่เคยฝึก ฝึกก็คือฝึกคุมด้วยการสวดมนต์เพราะเวลามันจะออกมา เราจะต้องตามไปรู้ทันเพื่อไปคุมให้สำเร็จ

 

คิดง่ายๆ ชีวิตมันถึงต้องเจอทุกข์ มาตลอดครอบงำชีวิตตลอด การที่อารมณ์ร้อนรุ่ม ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไม่รู้จักรอบคอบสักอย่าง โมโห คนอื่นว่าคนนันคนนี้ แต่ตัวเอง คือโกรธง่ายมันระงับไม่ได้ มองไม่เห็นตัวเอง เป็นหนักมาก แล้วต้องไปเจอผู้ร่วมงานที่ไม่เข้ากันมีปัญหากันอยู่ตลอดแบบที่เราเห็น แล้วเค้าก็ไม่เคยผิด แบบที่เห็นเราเห็นเค้าได้ แต่เค้าไม่ได้เห็นปัญหาตัวเองเป็นเรื่องใหญ่หรอก ปัญหาคนอื่น ที่สร้างให้เขาต่างหาก เขาก็คิดแต่อย่างนั้น ถ้าไม่สวดมนต์ปรับระดับความคิด ให้มันเห็นอะไรอย่างอื่นบ้าง ก็คุยกันไม่รู้เรื่องเลย

 

แล้วอย่างเวลาที่เราต้องทำมากถึงขนาดนี้ ก็คงจะว่าโง่ เป็นเขาไม่ทำ แล้วต้องเจออย่างไร? ต้องอดทนอย่างไร? อยากให้มารู้มาเห็นว่า คือมันต้องทำให้ผ่าน ไม่ผ่านแล้วเราก็รับเคราะห์อยู่คนเดียวใครจะมารับผิดชอบชีวิตให้ ??

เมื่อถูกกระทำให้อัปโชค ลำบากอับจน ทำอะไรอย่างไม่มีปัญญา คิดอะไรไม่ออก ไม่มีกะใจทำ คุมเราได้หมดอย่างนั้น เลยก็เมื่อทำ ก็มันจะต้องเมตตาสักเท่าใด? ไม่พอ แล้วความพอดีอยู่ที่ไหนก็สวดแผ่ให้ขนาดนี้แล้ว แทบจะตาย แต่ก็เห็นว่าไม่จะก้าวหน้า มาปวดเมื่อยอะไรอย่างนี้

 

การปวดเมื่อย เป็นปฏิกิริยาที่มาจากการต้านของจิตพวกนี้ แต่ตอนหลังก็ไม่ได้พยายามคิดที่ต่อสู้กันเอาตายไปข้างหนึ่ง ใครจะตายก็ตายเลย เราตายเราก็ยอม ยอมมาตั้งนานแล้วแต่มันก็ไม่ตาย จนต้องเปลี่ยน ที่เขากระทำ ต่อร่างกายเรา คือให้เป็นไปตามบังคับควบคุมของเขา การที่ต้องส่งพลังอั้นเรอ สวดเป็นคำไม่ได้เพราะลมออกมาก็เป็นการเรอ ก็ต้องได้หยุดสวดสินะ จนตอนหลังปรับ ปรับความคิดต้องปรับแล้วปรับอีก เพราะ้ถ้าแบบนั้นไม่ได้ผล ตอนนี้คิดว่าเราแค่ต้องควบคุมร่างกายให้มันสวดมนต์ให้ได้ แล้วให้ได้อย่างสบายๆ ด้วย เป็นการที่หน้าที่ที่ต้องพัฒนาชีวิตต้องดูแลตัวเอง ถ้าจะสวดตามก็อนุโมทนาด้วยจะได้พบเสียงสว่างให้นำทางไปทางที่ดี ตามแสงนั้นไป ถ้าไม่สวดจะคิดไม่ดี คิดต้านก็ จะก่อกรรมกับชีีวิตนี้ มันทำงานไมได้ สอนโยคะไม่ได้ก็เพราะพลังแบบนี้ และการเรอ อย่างนี้ การทำร้ายชีวิตของเราคิดว่าเป็นการทำดี หรือว่าทำอะไร? ถ้ารู้ว่าทำชั่ว แล้วยังทำก็จะรับผลกรรมเอง เราก็แค่มีหน้าที่ให้มันสวดมนต์เราจะไปสู้อะไร? ผ่อนคลายและสวดมนต์ให้ได้แค่นั้น

 

มันก็สะดวกขึ้น ลดความแรงที่ต้านกัน ออกไป แต่มันก็ยัง เป็นแบบที่ต้องนอนหมดแรง เป็นคราวๆ เป็นยกๆ แต่มันก็ลดลงมาก ถ้าเรอลดลงมาก อยู่ไม่ไหวจริงๆ ก็เป็นตด เคยได้ยินคนที่สันติธรรมเป็นผู้ฝึกสอนคน แต่หลอกคนไปรับใช้วิญญาณเพราะเขาเองก็ถูกหลอกด้วย เขาบอกว่าเป็นการเอาเจ้ากรรมนายเวรมาพูด มาเล่ามาคุย เค้าต้องการอะไร จะได้ทำให้เขา แต่เป็นการทำให้เขาใช้ร่างเราแสดง และครอบงำร่างและชีวิตได้ สรุปว่า ต้องโดนยึดร่างกันใหญ่ แต่แม้คนอื่นไปก็ไม่เจอหนักมากอย่างเรา ที่ตรงนั้นที่คอยทำให้วิญญาณเข้าร่างคนได้

 

เพราะคนพวกนั้น ไม่เป็นที่น่าสนใจอย่างเรา เราเป็นคนไม่ธรรมดา พวกวิญญาณสนใจมากว่า อะไรอย่างนั้น ซึ่ง เมื่อเพื่อนรู้ความเป็นคนไม่ธรรมดาที่เป็นที่สนใจ ต้องการของวิญญาณ มันก็รู้สึกสงสารจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าใครจะน่าสงสาร เพราะ เรามีอะไรที่พิเศษยย่างไร? ทำไมต้องสนใจ เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ทางจิตวิญญาณ ถ้าทำสำเร็จ ฝ่ายดีก็จะชนะ ฝ่ายดำ หรือฝ่ายมารจะต้องสนใจผู้นำ คนอื่นที่ เค้าปล่อยให้ทำอะไรรุ่งเรืองไป ก็มีชีวืตที่เหมือนกับดีนะ การงานอะไรต่างๆ ก็ แต่ประเด็นคือ เขาไม่ได้จะเจอทางสว่างอย่างเรา และนำพาคนได้ ไม่ได้เป็นที่น่าสนใจ เลยไปได้ก็ได้แค่นั้น แค่ชาตินี้ หรืออาจจะอีกหลายชาติ แต่ไม่ได้เป็นผู้จะหยุดการเกิดแห่งภพชาติได้โดยเร็ว ไม่รู้จะต้องเกิดมาอีกกี่ชาติ ชองเรามันสำเร็จมันก็จบชาตินี้แล้วถ้าไม่ชชสำเร็จ ก็จะต้องเกิดมาอีกชาติ

 

อย่างนั้นมั๊งนะ ถึงสำคัญถึงพิเศษก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้รับการบอกกล่าวมาอย่างนั้น เราเองก็ไม่ได้สนใจ ในการสร้างฐานะการงานทางโลก ถ้าทางธรรมยังบิดเบี้ยวอยู่ก็แก้ทางธรรมให้ตรงก่อน

 

แล้วเราจะต้องสร้างเมตตาในจิตเท่าไหร่ถึงจะพอ?? เราก็ไม่ได้เห็นว่าเราพิเศษอะไร ที่มันจะไหวแล้วนะ เพราะมันไม่ไหวมาหลายยกแล้ว นอนก็หลับไปได้นิดหน่อย แต่ตื่นมา มันดีขึ้นหรือเปล่า ตะกี้พยายามจะลองบันทึกวีโดอีดูว่านี่หรือหลักฐานสวดมนต์แล้วมันเป็นอาการอย่างไร? ต่อไปถ้าเคลียร์มันได้แล้วจะไม่เห็นเป็นอย่างนี้อีก แต่มันก็ไม่ยักจะเรอ อะไรมีปัญหาอะไร เหมือนกันนะ เหลือแต่ว่ามันเมื่อยเนื้อตัวนนี่แหละ ไอ้คำว่าพอดี มันคือยังไง? เพื่อน ไปเช็คกรรมให้สวดแค่9 จบในชีวิตนี้เมื่อไหร่ก็ได้ เราเองยังไม่มีบุญบารมีที่จะสวดบทนี้ได้เลยเมื่อตอนไปเช็คกรรมค้รั้งแรก เค้าไม่ได้แนะให้สวดต้องสวดบทอื่นที่จะไปโปรดสัตว์นรก และวิญญาณเร่ร่อนก่อน บทนี้ถึงให้ก็คงไม่มีปัญญาสวดนั่นแหละ รู้แล้ว กว่าจะมีปัญญาสวด วันนี้ ก็ใช่จะมีปัญญาเสียทีเดียว ได้บ้างครั้งเท่านั้น

 

ไม่รู้เหมือนกัน คนที่พิเศษกว่าคนอื่น ไม่ใช่คนธรรมดา คือเป็นคนมีหน้าที่เนี่ย เจอหนักจังเลยนะ คนอื่นเค้ายังสวดได้ทันที เลยไม่เป็นอะไรอย่างเราเลย น่าภูมิใจจังเลยไหม?​ เรา?

 

แล้วมาถึงว่าเมตตานั้นเท่าไหร่ถึงจะพอดี พอดีสำหรับแต่ละคนไม่เท่ากัน เพื่อนไม่เห็นมีปัญญาเจออะไรที่มันว่าเราน่าสงสารเลย แค่สวด 9 จบ คงดีใจที่กรรมไม่เยอะ แต่แค่เรื่องกรรมที่ไม่เยอะ ทางของเพื่อนคนนี้ ฉันก็ไม่เห็นว่าจะหลุดพ้นได้ง่ายๆ เหมือนกัน อาจจะไม่ต้องลำบากอะไรมาก แต่ความเบื่อเซ็งในชีวิตมักมีเสมอ แล้วมีไม่จบ เมื่อต้องได้เกิดมาไม่จบไม่สิ้นนะ อย่าลืม ถ้าไ่ม่ปรารถนาความหลุดพ้น น่าจะเป็นความน่าสงสารมากกว่าเราอยู่ดีแหละ น่าสงสารหนักกว่าเรานี้เยอะ เลยก็เป็นได้ แล้วแต่ปัญญาจะมองก็แล้วกัน

 

ทีนี้ ความพอดี อยู่ ณ ที่ใด ใครมองเห็น ถ้าคิดว่าพอดี แต่ไม่พอดี เหมือนน้ำต้องร้อยองศาถึงเดื่อด ถ้าร้อนยังไม่พอ แค่คนคิดเอาว่าพอดีแล้วแต่ไม่เดื่อดสักทีก็ไม่รู้ด้วยนะ เวลาที่ เราเอาหินมาสีกัน ต้องถี่พอต้องมากครั้งพอที่จะได้ความร้อนที่ทำให้เกิดไฟ ถ้ามากไปคงระเบืดน้อยไปคงก็ทำไปเถอะ ทำๆ หยุดๆ ก็ไม่เกิดความร้อนส่งพลังอย่างต่อเนื่องไปจนถึงจุดประกายไฟ ทีนี้ ตอนนี้เราอาการท้อ เพราะ นี่มันตื่นกี่โมงมาทำ แล้วมันเป็นแบบนี้ อีก แล้วจะให้เมตตาถึงแค่ไหนล่ะนั่นถึงจะพอส่งให้ไปได้??

 

เอาเถอะ ได้คำตอบมาว่าอีกไม่เยอะแล้วหล่ะลูก อดทนอีกน้อย อีกนิดเดียว อะไรอย่างนั้น แล้วเราจะหยุดไหม? ถ้าเราแน่ใจว่า มันก็มีทางนี้อยู่ทางเดียวไม่ทำต่อแล้วจะทำยังไง? ไม่ทำให้ได้ให้เสร็จให้จบ ชีวิตก็กอดอยู่กับปัญหา แล้วใครช่วยอะไรได้ มันก็คือตายทั้งเป็นนั่นแหละ ที่จะให้เลือก ระหว่างที่ให้อดทนทำต่อกับบอก ไม่เอาไม่ไหวแล้วจะให้เมตตาอีกเท่าใดกัน

 

ฉันก็เพียงแต่ทำให้จิตฉัน รู้จักฝึกฝนพัฒนาตนตามหน้าที่ แล้วฉันไปสู้อะไรกับวิญญาณพวกนี้ไหว​? ฉันก็ไม่เคยเห็นว่าตัวเองจะสู้ไหวเลยสักที ก็ทำไปตามที่หน้าที่มันต้องทำ มีแรงจะทำ ก็ทำ เพื่อให้ชีวิตไปถึงแสงสว่าง แล้วพวกเขาจะไม่ยอมหยุดก่อกรรมและต้องการก่อกรรมเพื่อไป ที่มืด ที่ลำบาก สร้างปัญหาให้ตัวเองอย่างไม่หยุดไม่จบไม่สิ้นต่อไป ก็แล้วแต่เขา เราก็บอกแล้ว ไม่เอาก็แค่นั้นก็ถ้าไม่เอาด้วยก็ต่างคนต่างมุ่งไปทางของตัวก็แล้วกันคนหนึ่งไปทางสว่าง พวกที่จะอยู่ใน่ร่างให้ได้จะไปมืด และจะพาร่างนี้ไปมืดให้ได้ ก็ทำกันไป ตามที่มุ่งประสงค์ ฉํนก็แค่นั้นทำได้แค่นั้นแล้ว ไม่รู้จะทำไงแล้วหล่ะ

 

พอจบ ไม่บังคับไม่เคี่ยวเข็ญไม่บ่นว่า ใครทำกรรมอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น ฉํนก็ให้จิตฉันมีพลังควบคุมกายให้ได้ก็พอแล้ว คุมชีวิตจัดการชีวิตให้ได้ อย่างที่ปกติคนเขาทำได้กัน แล้วฉันผิดตรงไหน? ทำร้ายพวกเขาอย่างไร?  ก็พยายามสร้างเมตตาในจิตได้แค่นี้ แล้วก็ค่อยๆ สร้างไปเท่าที่ได้ แล้วถ้ามันไม่พออีกที่จะโปรด ก็เท่านั้นแหละ ก็สร้างเรื่อยๆ อยู่แล้ว เมื่อไหร่จะพอ ก็คงรู้วันนั้นแหละนะ ก็คงรู้ว่าหลุดพ้นไปได้หรือเปล่าหรือจะไม่เคยพอตลอดไป ก็คงแล้วไป…

 

Comments are closed.